แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mkd แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mkd แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

สโมสรโรตารีสุราษฎร์ธานี มอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับ รพ.กาญจนดิษฐ์ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี รวมมูลค่า 343,000 บาท #เมืองคนดีนิวส์ ฉบับ 186


เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2565 นายสุรพงศ์ ปานเจริญ นายกสโมสรโรตารีสุราษฎร์ธานี  พร้อมคณะกรรมการ และ ผวภ. ละออ จินดา ผู้ว่าการภาค 3330 โรตารีสากล ปี 2565-2566 สุภาพบุรุษ รทร.จุฬานันท์ จินดา  อน.เพ็ญศรี สิงหภูมิ ผู้ช่วยผู้ว่าการภาคฯ พื้นที่ 14 ได้เดินทางไปมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับ รพ.กาญจนดิษฐ์ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี  จำนวน 3 รายการ

1.เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 150,000 บริจาคโดย บริษัท วีเหลี่ยมหว่องกรุ๊ป จำกัด  (คุณสมศรี ว่องชาญกิจ)
2.เตียงปฏิบัติการทางกายภาพบำบัด ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า จำนวน 1 เตียง มูลค่า 98,000 บาท บริจาคโดย บริษัท มนิตาออยล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และผู้ร่วมสนับสนุนงินผ่านสโมสรโรตารีสราษฎร์ธานี
3.เครื่องกรอฟันเคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 95,000 บริจาคโดย บริษัท วีเหลี่ยมหว่องกรุ๊ป จำกัด  (คุณสมศรี ว่องชาญกิจ)
บก.ป้อม  เมืองคนดี  ถ่ายภาพ / รายงาน



นายสุกิจ มีพริ้ง นายอำเภอท่าฉาง เปิดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลท่าฉางสัมพันธ์ ครั้งที่ 4 #ศูนย์ข่าวเมืองคนดีนิวส์ ฉบับ 185














        วันที่ 1 ตุลาคม 2565 นายสุกิจ มีพริ้ง นายอำเภอท่าฉาง เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลท่าฉางสัมพันธ์ ครั้งที่ 4 ณ สนามบาสเกตบอลโรงรียนท่าฉางวิทยาคาร หมู่ที่ 6 ตำบลเขาถ่าน อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอำเภอท่าฉางร่วมกับทีมบาสเกตบอลท่าฉางรัตนวิมล (นายไพฑูรย์ เพชรวิเชียร) และโรงเรียนท่าฉางวิทยาคาร กำหนดจัดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล ท่าฉางสัมพันธ์ คร้ังที่ 4 ระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2565 มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 60 ทีม


โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษากีฬาบาสเกตบอลให้แก่นักกีฬา รู้จักแพ้ ชนะ รู้รักสามัคคี ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  ห่างไกลยาเสพติด สนับสนุนโดย เทศบาลตำบลท่าฉาง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์กระจายสินค้าสุราษฎร์ธานี บริษัทไทยเบฟเวอเรจโลจิตติก จำกัด มูลนิธิกุศลศรัทธาอำเภอท่าฉาง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอท่าฉาง สถานีตำรวจภูธรท่าฉาง เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และประชาชน

ทางอำเภอท่าฉางได้น้อมนำแนวทางดำเนินงานตามโครงการ TO BE NUMBER ONE ใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มุ่งเน้นกิจกรรมสร้างสรรค์และปลูกฝังทัศนคติ “การเป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด” จัดกิจกรรมที่มีประโยชน์เพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก เยาวชน ในรูปแบบที่จะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งสามารถสร้างบุคลิกภาพที่ดี รวมไปถึงสร้างวินัยให้เยาวชนเป็นคนดีอย่างมีคุณภาพไปตลอดชีวิต   ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการ  TO BE NUMBER ONE  เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน  และเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดไม่ให้เกิดต่อเด็กและเยาวชน เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างส่วนราชการ สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สถานประกอบการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE  NUMBER  ONE ในการนี้ นายอำเภอท่าฉางได้ร่วมชู้ตบาส เพื่อเปิดการแข่งขันด้วย















วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

นิตยสารฟรีก็อปปี้ 3 ภาษา จ.สุราษฎร์ธานี "เมืองคนดี" วางแผงแล้ว...ติดตามอ่านได้ที่ http://borkorpom.blogspot.com https://issuu.com/pomdemandgroup

นิตยสารฟรีก็อปปี้ 3 ภาษา จ.สุราษฎร์ธานี
นิตยสาร "เมืองคนดี" วางแผงแล้ว...ติดตามอ่านได้ที่
http://mkdsuratnews.blogspot.com
https://issuu.com/pomdemandgroup
หรือ  ติดตามได้ทาง Facebook Fanpage : เมืองคนดี
https://www.facebook.com/mkd999/
Twitter : @borkorpom
https://twitter.com/BorKorPom
Line : mkd999


วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

‘การเลือกทำดี ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ’ และชีวิตของเขาคนนี้ (ดิลก ธโนศวรรย์) ก็คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าประโยคนี้เป็นจริง !!!

Deroke Tanosawan
ดิลก ธโนศวรรย์
"do good for good"
Story : Peeraya   Photo :  Pom (Demand Group)

......ถ้าจะพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวบนฝั่งที่ถือว่าเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางมาเยือนจังหวัดสุราษฎร์ฯได้เป็นจำนวนมากหลายปีมานี้คงไม่มีที่ไหนมาแรงเท่า ‘กุ้ยหลินเมืองไทย’ ซึ่งเป็นฉายาที่นักท่องเที่ยวต่างเห็นด้วยในทันทีที่ได้ยลความงดงามของธรรมชาติในบริเวณอ่างเก็บน้ำ อันเป็นผลพลอยได้จากการสร้าง ‘เขื่อนรัชชประภา’

......เขื่อนรัชชประภาเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่ 2 ของภาคใต้ที่ได้สร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและชาวจังหวัดใกล้เคียง ใช่เพียงแค่การทำหน้าที่หลักคือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ป้องกันอุทกภัย บรรเทาปัญหามลพิษทางน้ำ และเป็นแหล่งน้ำสนับสนุนให้เกษตรกรทำไร่นา ทำประมงได้ตลอดทั้งปีเท่านั้น แต่ความงามและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในเขื่อน รวมถึงทัศนียภาพมหัศจรรย์ของอ่างเก็บน้ำสีมรกตที่รายล้อมด้วยขุนเขารูปร่างแปลกตา ยังสามารถเชื้อเชิญผู้คนให้หลั่งไหลมาสัมผัสและจับจ่ายมากถึงปีละเกือบ 200,000 คนเลยทีเดียว... อีกทั้งปีนี้รัฐบาลและจังหวัดยังคงเร่งผลักดันการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทีมงานเมืองคนดีจึงได้เดินทางมาพูดคุยกับ ‘คุณดิลก ธโนศวรรย์’ ผู้อำนวยการเขื่อน ถึงเรื่องราวดีๆ ที่เขื่อนได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด และเมื่อสบโอกาสดีอย่างนี้ เราย่อมไม่ยอมพลาดการพูดคุยถึงการดำเนินชีวิตที่นำพาความสำเร็จและความภาคภูมิใจมาสู่ตัวของคุณดิลกและครอบครัวด้วย

องค์กรมีธรรมาภิบาลนำบุคลากรสู่ความสำเร็จ
.....หลังจากการต้อนรับที่อบอุ่นและพูดคุยสัพเพเหระพอหอมปากหอมคอจนกาแฟพร่องไปค่อนถ้วย...คุณดิลกก็เริ่มรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังเด็กว่า...เขาเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ  ในครอบครัวที่มีเชื้อสายจีน คุณพ่อของเขายึดอาชีพค้าขายตามความถนัดที่มีอยู่ในสายเลือดและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของครอบครัว โดยมีคุณแม่เป็นช้างเท้าหลังที่เข้มแข็งเพราะต้องเลี้ยงลูกมากถึง 8 คน พร้อมกับเล่าถึงสิ่งที่หล่อหลอมให้ตัวเขาเป็นเช่นที่เป็นจนนำพาความสำเร็จในอาชีพการงานมาสู่ตนเองในวันนี้ว่า...“พวกเราพี่น้อง 8 คนมีพี่สาวคนโตเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว นอกนั้นเป็นชายล้วนครับ (ยิ้ม) ตัวผมเป็นคนที่ 3 เด็กๆ พ่อแม่จะปลูกฝังลูกๆ อย่างมากเป็นพิเศษในเรื่องความขยันอดทน และตัวท่านเองก็ทำให้เราเห็นทุกวัน ผมได้เห็นทั้งสิ่งดีที่ท่านเพียรพยายามทำ และได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีจากการทำสิ่งนั้น ผมจึงติดนิสัยนั้นมาจากท่านซึ่งเป็นสิ่งทีมีค่ามากสำหรับผม (ยิ้ม) เพราะที่ชีวิตสำเร็จมาได้ทุกวันนี้ก็ด้วยความขยันอดทนเป็นหลักครับ คนเราถ้ามี 2 อย่างนี้ก็จะนำสิ่งดีอื่นๆ ตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นความพยายาม ความรับผิดชอบ และมีวุฒิภาวะในการรับมือกับอุปสรรคต่างๆ ...ตั้งแต่เด็กผมจะเป็นคนรักการอ่านครับ การเรียนจึงจัดอยู่ในระดับดี ผมเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรโยธาจากสถาบันพระจอมเกล้า ธนบุรี (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) จากนั้นก็สมัครงานไปทั่ว ผมสนุกกับการทำงานเอกชนอยู่ประมาณ 2 ปี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็เรียกตัวสารภาพตามตรงว่าตอนนั้นผมยังลังเลเพราะงานเอกชนมีรายได้ดีพอสมควร แต่พ่อกับแม่อยากให้ทำงานการไฟฟ้าเพราะมองว่าเป็นหน่วยงานที่มั่นคง ที่ทำงานก็อยู่ใกล้บ้าน ผมก็ตามใจท่านเพราะอยากเห็นท่านมีความสุข ซึ่งเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อบุพการีทางหนึ่งครับแต่เมื่อเข้ามาทำงานผมก็พบว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เข้ามาในองค์กรนี้ เพราะผมได้เรียนรู้สิ่งที่มีค่ามากกว่าความขยันอดทน นั่นคือหลักธรรมาภิบาล (ยิ้ม) ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ทำงานมา ผมไม่เคยพบเห็นใครในองค์กรมีนอกมีใน เรามีแต่ความโปร่งใส ทุกคนเติบโตด้วยฝีมือ ด้วยความสามารถในการรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่การวิ่งเต้น ตัวผมเองจะเข้าพบนายก็ต่อเมื่อมีเรื่องจำเป็นเท่านั้น ผมได้พิสูจน์ว่าคนเราสามารถไต่เต้าก้าวหน้าด้วยความสามารถไปตามลำดับจนมาถึงจุดสูงสุดในอาชีพได้โดยไม่ต้องใช้วิธีอื่น องค์กรที่มีธรรมภิบาลสูงจะขับเคลื่อนบุคลากรภายในองค์กรนั้นๆ ให้ดึงศักยภาพที่แท้จริงออกมาจนกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวเอง ต่อสังคม และต่อประเทศ... ผมเริ่มต้นงานโดยบรรจุในตำแหน่งวิศวกร ประจำอยู่ที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรีครับ จากนั้นก็ขยับมาเป็นหัวหน้ากองโยธา ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานมากคือแค่ 4 วันก็จะครบ 20 ปี (ยิ้ม) แล้วก็ย้ายมาเป็นหัวหน้ากองโยธาที่เขื่อนวชิราลงกรณ ต่อมาก็มาประจำที่เขื่อนรัชชประภา นี่เป็นลักษณะปกติขององค์กรเราที่จะมีการโยกย้ายไปประจำที่นั่นที่นี่ครับ ชีวิตการงานของผมจะวนเวียนอยู่ที่ 3 เขื่อนนี้ ผมมาประจำอยู่ที่เขื่อนรัชชประภาครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2546 มาประจำครั้งที่ 2 ในตำแหน่งรองผอ. ในปี 2550 ครั้งนี้อยู่นาน 4 ปี แล้วได้กลับมารับตำแหน่งผอ.เขื่อนรัชชประภาเมื่อตุลาคม 2557 นี่เป็นการกลับมาครั้งที่ 3 ครับ (ยิ้ม) สมัยหนุ่มๆ ผมไฟแรงมาก (ยิ้ม) ผมจะพยายามทำงานในหน้าที่รับผิดชอบหรือตามที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จโดยเร็ว ผมจะบอกเพื่อนฝูงอยู่เสมอว่ายิ่งเราทำงานเสร็จเร็วเท่าไร เราก็จะได้ทำงานชิ้นใหม่เร็วขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้ตัวเราและองค์กรเดินหน้าไปได้เร็วด้วย แต่ต้องมีความรอบคอบที่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าประสงค์ได้ด้วยนะครับ เดี๋ยวนี้ผมก็ยังนำหลักการนี้มาสอนน้องๆ อยู่ (ยิ้ม) นอกเหนือจากความขยันอดทนแล้ว เรายังต้องมีความเสียสละเวลาส่วนตนเพื่อผู้อื่นด้วย เพราะงานของเราไม่มีวันหยุดนะครับ ต้องพร้อมเสมอสำหรับการทำงานแม้เป็นวันเสาร์-อาทิตย์ บางครั้งก็ต้องรับรองแขกทั้งในองค์กรของเราเองและแขกบ้านแขกเมือง บางครั้งก็ต้องไปพบปะผู้บริหารท้องถิ่นหรือชาวบ้านเพื่อการประสานงานร่วมกันในการสร้างประโยชน์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับท้องถิ่นครับ”


....บริหารจัดการน้ำเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ทราบกันดีว่าหน้าที่หลักของเขื่อนก็คือการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แต่เขื่อนมีการดำเนินการอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพชัดนัก อีกทั้งในช่วงเวลาปีสองปีนับจากนี้มีการคาดการณ์จากนักวิชาการด้านภูมิอากาศโลกว่าประเทศไทยและเพื่อนบ้านใกล้เคียงจะต้องเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งที่หนักหน่วงที่สุดในรอบหลายสิบปี สถานการณ์ของสุราษฎร์ฯ จะเป็นเช่นไร นั่นเป็นเรื่องที่หลายคนยังกังวล โดยเฉพาะเกษตรกรทั้งหลาย... 
“โดยปกติจะมีศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ เป็นผู้ประสานงานเรื่องการระบายน้ำของเขื่อน ผมจะเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า เขื่อนก็เหมือนตุ่มน้ำใบหนึ่งที่เราเก็บน้ำไว้ใช้ทั้งในการเกษตรกรรม และอุปโภคบริโภคในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ ตุ่มจะมีระดับสูงสุดที่สามารถเก็บได้อยู่จุดหนึ่ง เราเรียกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน ถ้ามีน้ำไหลเข้าตุ่มมากเกินกว่าจุดสูงสุดที่สามารถเก็บได้ ตุ่มก็จะต้องรับน้ำหนักไว้เยอะซึ่งเป็นอันตรายเพราะตุ่มอาจจะแตกได้ และน้ำก็จะล้นจากตุ่มไปท่วมพื้นที่รอบข้างให้เกิดความเสียหาย เราจึงต้องปล่อยน้ำออกเมื่อเกินระดับ ซึ่งก็คือการเปิดประตูระบายน้ำล้น (spillway) ขณะเดียวกันตุ่มก็จะมีระดับต่ำสุดหรือที่เรียกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง จุดนี้จะบอกเราว่าถ้าน้ำในตุ่มมีต่ำกว่าระดับนี้จะมีความเสี่ยงเรื่องขาดแคลนน้ำในปีหน้า หน้าที่ของเราคือควบคุมไม่ให้ระดับน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่างในช่วงฤดูแล้ง ในช่วงฤดูฝนเราจึงต้องเก็บน้ำให้มากที่สุดและบริหารจัดการน้ำเข้าให้พอดีไม่สูงเกินระดับ เพื่อจะได้ไม่ต้องเปิด spillway หมายความว่าในหน้าฝนเราจะเก็บเท่าที่จะเก็บได้เพื่อปล่อยออกไปใช้ในหน้าแล้งที่ฝนน้อยครับ และเราจะมีระบบโทรมาตรเพื่อตรวจสอบระดับน้ำไปถึงปากแม่น้ำตาปีเลย โดยจะมีจุดเฝ้าระวังที่สังเกตได้ตลอดเวลาว่าน้ำในแม่น้ำต่ำหรือสูงไปแล้วนะ เราต้องบริหารจัดการน้ำโดยปล่อยน้ำจากเขื่อนลงไปเพื่อไม่ให้น้ำต่ำเกิน จะได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน การปล่อยน้ำจากเขื่อนยังทำเพื่อการรักษาคุณภาพน้ำด้วย เพราะจะไปผลักดันน้ำเค็มจากทะเลและบรรเทาน้ำเสียได้ แต่ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยพบน้ำในแม่น้ำต่ำเกินครับ มีแต่สูงเกิน เมื่อสูงเขื่อนก็ต้องหยุดปล่อยน้ำ เพื่อให้ระดับน้ำในแม่น้ำคงที่อยู่ในระดับปลอดภัย สำหรับที่เขื่อนรัชชประภามีข้อจำกัดอยู่ข้อหนึ่งคือ แม่น้ำพุมดวงจะมีคลอง 3 สายไหลมาบรรจบกัน คือคลองสก คลองแสงและคลองยัน เขื่อนของเรากั้นแค่คลองแสง ดังนั้นในบางช่วง ยกตัวอย่างในเดือนมีนาคม ปี 54 ที่เกิดวิกฤติภูมิอากาศจนทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ตอนนั้นผมเป็นผู้ช่วยอยู่ที่นี่ ทางเขื่อนได้หยุดการปล่อยน้ำตั้งแต่วันแรกที่ฝนตกและหยุดปล่อยต่อเนื่อง 10 กว่าวัน แต่ที่เกิดอุทกภัยนั่นเป็นน้ำที่ไหลมาจากเขาสกครับ ไม่ใช่จากเขื่อนปล่อยออกไป ตอนนั้นเขื่อนรับน้ำจากคลองสกที่ไหลเข้ามาจนเต็มเพียบถึงท้ายเขื่อน แต่เราก็ยังยันไว้ ระหว่างนั้นก็ประสานกับจังหวัดและหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นว่าทางเขื่อนจะไม่ปล่อยน้ำจนกว่าจะไม่ไหวจริงๆ ช่วงนั้นพวกเราก็ทำงานกันหนักมากครับ ทั้งไปช่วยชาวบ้านและเฝ้าระวังน้ำกันตลอด 24 ชม. โชคดีว่าหลังจากนั้นน้ำเริ่มลด แล้วสถานการณ์ก็ดีขึ้นตามลำดับ  ส่วนในปีนี้ที่มีข่าวว่าแล้งมาก แต่ภาคใต้ยังคงโชคดีกว่าภาคอื่นครับ เพราะภูมิประเทศและภูมิอากาศของภาคใต้มีความชื้นสูง ปีที่ผ่านมาก็มีฝนมากพอสมควร ทำให้สถานการณ์น้ำของเราในปีนี้อยู่ในจุดที่น่าพอใจมากครับ ในช่วงปลายปีที่แล้วเขื่อนรัชชประภามีน้ำอยู่ในอ่างเก็บน้ำประมาณ 85.44% สามารถปล่อยน้ำได้วันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถ้าเทียบกับเขื่อนในภาคกลางและภาคเหนือจะมีน้ำน้อยกว่านี้มาก ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่าปีนี้ลุ่มแม่น้ำพุมดวงจะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งครับ”

กฟผ.กับการพัฒนาท้องถิ่น 
.....นอกจากทำหน้าที่หลักที่ว่ามาแล้ว การสนับสนุนนโยบายของจังหวัดในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวถือเป็นเรื่องที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยเฉพาะการสร้างการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน สามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ยาวนาน และในฐานะที่ดูแลเขื่อนอยู่มากมายหลายแห่งทั่วประเทศซึ่งแต่ละแห่งต่างก็มีทัศนียภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงเน้นการส่งเสริมด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยที่เขื่อนรัชชประภาก็ได้มีการดำเนินการไปแล้วหลายเรื่อง ซึ่งคุณดิลกได้เล่าว่า... 
“เราเชื่อว่าเมื่อสามารถอนุรักษ์ธรรมชาติไว้ได้ เสน่ห์ของธรรมชาติก็จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาหาเราเอง และยังมัดใจให้เดินทางมาซ้ำอีกด้วย ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดยั่งยืน อย่างที่เขื่อนรัชชประภาตอนนี้เราได้จัด ‘โครงการอ่างสวยน้ำใส’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลรักษาอ่างเก็บน้ำให้คงความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์มากที่สุด กิจกรรมที่เราทำต่อเนื่องมาหลายปีก็คือการสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเรื่องการไม่ทิ้งขยะ โดยการชักนำเยาวชนทั้งในและนอกพื้นที่มาร่วมกันเก็บขยะและให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ถูกต้องแก่ประชาชนไปด้วย โดยเราร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรคลองคะโดยหารือกับหัวหน้าส่วนราชการ ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วทำกิจกรรมร่วมกันครับ นอกจากนี้ผมยังได้นำนโยบายแบ่งพื้นที่ดูแลเข้ามาใช้ เพราะมองว่าลำพังฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเขื่อนอย่างเดียวไม่สามารถลงไปดูแลชาวบ้านรอบบริเวณเขื่อนได้ทั่วถึง  การแบ่งพื้นที่นี้เราเรียกเพื่อความเข้าใจในเขื่อนว่าการแบ่งพื้นที่สีโดยผมจะให้หัวหน้าระดับกองต่างๆ ลงไปช่วยดูแลพื้นที่ตามสีที่ได้รับมอบหมาย ที่เขื่อนรัชชประภานี้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 พื้นที่ 4 สีครับ โดยในพื้นที่อำเภอบ้านตาขุนซึ่งเป็นที่ตั้งเขื่อนเราแบ่งพื้นที่เป็น 2 พื้นที่ 2 สี อำเภอพนม 1 พื้นที่ 1 สี และอำเภอคีรีรัฐฯ 1 พื้นที่ 1 สี การแบ่งพื้นที่สีและแบ่งความรับผิดชอบอย่างนี้ก็เพื่อให้มีผู้ประสานงานโดยตรงกับพื้นที่ เมื่อพื้นที่มีปัญหาเราจะรับรู้และร่วมช่วยเหลือหรือแก้ไขได้รวดเร็ว ส่งผลให้ปัญหาการร้องเรียนลดน้อยลงไปด้วย วิธีการลงพื้นที่นั้นเราจะจัดทำ Social Mapping  หรือแผนที่สังคม โดยส่งบุคลากรของเราลงไปพบชาวบ้านเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม คล้ายๆ กับการทำรีเสิร์ชนั่นแหละครับเราจะบันทึกทั้งข้อเท็จจริง และบทวิเคราะห์สั้นๆ ลงไป ในแผนที่สังคมจะมีทุกอย่างตั้งแต่ขอบเขตของชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง จำนวนและที่่ตั้งของครัวเรือน สถานที่สำคัญ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ความสัมพันธ์ภายในชุมชน การถ่ายเทองค์ความรู้หรือทรัพยากร ความต้องการและอื่นๆ ซึ่งหลายครั้งการทำ Social Mapping ก็ยังไปช่วยให้ชาวบ้านรู้จักตัวเองว่าที่แท้จริงเขาต้องการอะไร หรือทิศทางของเขาควรไปทางไหน ถ้าพบว่ามีเรื่องใดที่เราทำได้ เราจะลงไปมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาเท่าที่เราจะทำได้ครับในด้านของการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในเขื่อนนั้นผมต้องขออธิบายให้เข้าใจก่อนว่าองค์กรของเราได้จัดสร้างสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่พัก สโมสร หรือสนามกีฬาไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งานของบุคลากรภายในองค์กรเป็นหลักครับ เพราะหนึ่งในนโยบายที่การไฟฟ้าให้ความสำคัญมากก็คือการดูแลบุคลากรให้มีวิถีชีวิตและสุขภาพที่ดีซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานที่มากคุณภาพ เนื่องจากบุคคลกรของเราบางส่วนไม่ใช่คนท้องที่ และที่ตั้งของเขื่อนก็มักอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากซึ่งปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  แต่เพื่อให้เป็นประโยชน์มากขึ้นและสนับสนุนนโยบายของจังหวัดเรื่องการส่งเสริมการ ท่องเที่ยว เราจึงเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีโอกาสมาใช้บริการด้วยโดยจัดเก็บอัตราค่าบริการถูกมาก  อย่างที่สนามกอล์ฟรัชชประภาปัจจุบันจะมีนักท่องเที่ยวจากภูเก็ตเหมารถมาออกรอบเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะมาออกรอบ 2-3 วัน บางกรุ๊ปก็พักในเขื่อน แต่บางกรุ๊ปก็ไปพักในอ่างเก็บน้ำ หรือไปเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำหรือไปแวะอุทยานฯ เขาสก นี่ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยว
เดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ใกล้เคียงด้วย และสำหรับชาวสุราษฎร์ฯ ถ้าจะมาใช้บริการของเขื่อนไม่ว่าจะเป็นส่วนใดเราจะมีส่วนลดให้ เพราะต้องการคืนความสุขให้กับชาวสุราษฎร์ฯ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ครับ
นอกจากนี้เขื่อนยังได้มีการพัฒนาสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวเพิ่มเติมด้วย เพราะวันนี้เราเปิด AEC แล้ว และผมเชื่อว่าเขื่อนรัชชประภาจะยิ่งมีนักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้น เราจึงมีการพูดคุยกับหน่วยงานรัฐและฝ่ายบริหารท้องถิ่นเพื่อจัดทำป้ายบอกทางเพิ่มเติมโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ และปรับปรุงสถานที่ให้รองรับผู้พิการได้ เช่น ทำทางลาดสำหรับรถเข็นผู้พิการทั้งในบ้านพัก อาคารรับรอง และตรงจุดจอดรถต่างๆ  ปรับปรุงห้องน้ำสำหรับผู้พิการเพิ่มเติมทั้งในตัวอาคาร บ้านพัก และบริเวณจุดชมวิวสันเขื่อน พร้อมทั้งจัดทำห้องละหมาดไว้ที่นี่ด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่เป็นมุสลิมซึ่งมีจำนวนมาก และเปิดให้ใช้งานไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วครับ”

สุขได้เพราะเลือกเป็น
ด้านชีวิตส่วนตัวคุณดิลกและภรรยาต่างทำงานที่ กฟผ. ขณะนี้
ภรรยาของเขาประจำอยู่ที่เขื่อนศรีนครินทร์ การทำงานในองค์กรเดียวกันทำให้ทั้งคู่มีความเข้าอกเข้าใจกันในเรื่องการทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน นับตั้งแต่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนกระทั่งทายาททั้ง  2 คนเติบใหญ่คุณดิลกจึงสามารถออกไปทำหน้าที่ทัพหน้าโดยมีภรรยาทำหน้าที่ทัพหลังอย่างขันแข็งด้วยความยินดี ซึ่งก็เป็นวิถีที่พ่อและแม่ของเขาได้ปฏิบัติสำเร็จมาก่อนหน้า
“การเลี้ยงดูลูกเป็นหน้าที่ของภรรยาเป็นหลักครับ ส่วนผมก็มุ่งมั่นทำงานสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว สำหรับลูกผมจะหาโอกาสสอนเขาเสมอว่าชีวิตเป็นของเขาเอง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเองจะเลือก ถ้าเลือกทำเรื่องดี ชีวิตย่อมเดินไปสู่ความดี ผมบอกเขาว่าพ่อแม่ให้ได้เต็มที่ที่สุดก็คือส่งเสียให้เรียนเท่าที่เขาต้องการเท่านั้น แล้วผมจะสนับสนุนให้ลูกอ่านหนังสือตั้งแต่เขายังเล็กทุกวันหยุดผมจะพาไปซื้อหนังสือ จะเป็นหนังสือการ์ตูนหรืออะไรก็ได้ผมไม่ว่า แต่เมื่อซื้อมาแล้วต้องอ่านให้จบ ผมยังเชื่อมั่นว่า
การอ่านช่วยเปิดโลกทัศน์ เมื่อเจอสถานการณ์จริงเราจะเรียนรู้กับเหตุการณ์ตรงหน้าและรับมือหรือแก้ปัญหาได้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยรู้อะไรเลย..ส่วนชีวิตของผมแต่ไหนแต่ไรมาก็อุทิศให้กับงาน จะว่างก็ตอนเย็น ซึ่งพอนึกจะไปตีกอล์ฟก็ไม่รู้จะตีกับใครแล้ว เพราะเขาออกรอบกันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) หลายคนเคยถามผมว่าเอาแต่ทำงานหนักแบบนี้ไม่เครียดหรือ....ผมใช้วิธีมองทุกอย่างว่ามีเหตุจึงเกิดผล เหตุใดจะก่อให้เกิดผลเสียก็อย่าไปทำมัน พยายามเรียนรู้และมองธรรมชาติอย่างที่มันเป็น ยกตัวอย่างเช่น ใจของมนุษย์เราจะบังคับใจใครให้คิดหรือทำแบบเราไม่ได้ทุกเรื่อง และคนอื่นก็บังคับเราไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ถ้าจะไม่ให้วุ่นวายใจเราต้องปล่อยวางผมไม่ยึดติดเรื่องใจคน แต่สิ่งที่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบต้องทำให้ดีที่สุด คิดแบบนี้ก็สนุกกับงานได้ครับ...”


การเลือกทำดี ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีเสมอ’ และชีวิตของเขาคนนี้ก็คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าประโยคนี้เป็นจริง

FaceBook : นิตยสาร "เมืองคนดี
https://www.facebook.com/mkd999/
LINE ID : mkd999
TEL : 084 940 2289


วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560

“พันทิพย์พาเที่ยว ปันฝันเพื่อน้อง” การท่องเที่ยวมักจะจบลงที่การตักตวงบางสิ่งเพื่อสร้างสุขให้ตัวเองเพียงฝ่ายเดียวทั้งสิ้น !! ??

one day trip  “พันทิพย์พาเที่ยว ปันฝันเพื่อน้อง”
Story : Mitila   Photo : Pom (Demand Group)
......เมื่อพูดถึงนิยามของคำว่า “การท่องเที่ยว” สำหรับบางคนอาจจะมองว่ามันก็แค่การเดินทางไปเปิดหูเปิดตาในสถานที่ต่างๆ เพื่อพักผ่อนชาร์ตพลังชีวิต แต่บางคนก็มองว่ามันคือการแสวงหาแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง ในขณะที่อีกหลายคนกล่าวว่ามันคือการเปิดโลกทัศน์ให้รู้จักตัวตนของธรรมชาติและวิถีของผู้คนหลากเชื้อชาติบนโลกใบนี้..

......ไม่ว่าคุณจะนิยามอย่างไรใน 3 มุมมองนั้น การท่องเที่ยวก็มักจะจบลงที่การตักตวงบางสิ่งเพื่อสร้างสุขให้ตัวเองเพียงฝ่ายเดียวทั้งสิ้น! แต่...มันจะดีสักแค่ไหน...ถ้าการท่องเที่ยวในแต่ละทริปของเราจะสามารถมอบรอยยิ้มแห่งความหวังให้แก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือในสถานที่ที่เราเยือนไปพร้อมๆ กันด้วย...ดังเช่นแคมเปญ ‘One Day Trip พันทิพย์พาเที่ยว ปันฝันเพื่อน้อง’ ที่เรากำลังจะพาคุณไปรู้จักต่อไปนี้...
“ผมมองเห็นศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีอยู่สูง เราเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีอำเภอมากถึง 19 อำเภอ และมีลักษณะทางกายภาพหลากหลาย เราไม่เพียงมีท้องทะเลที่โด่งดังติดอันดับโลกเท่านั้น แต่เรายังมีขุนเขา ลำธาร น้ำตก ถ้ำ และโบราณสถานที่สวยงามกระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัดด้วย และสถานที่เหล่านั้นสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ประกอบกับบริษัทพันทิพย์ (1970) จำกัด ของเราก็ดำเนินการให้บริการชาวสุราษฎร์ฯ ด้านการคมนาคมขนส่งจนเป็นที่เชื่อใจมายาวนาน เราก็
เลยมีความคิดที่จะคืนกำไรสู่สังคมด้วยการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ฯ ให้คึกคัก โดยมุ่งเป้าไปที่ชาวสุราษฎร์ฯ และจังหวัดใกล้เคียงให้ได้มีโอกาสมาสัมผัสสถานที่สวยงามของจังหวัดอย่างทั่วถึงทุกอำเภอในราคาที่ใครๆ ก็จ่ายได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนด้วย พร้อมกันนี้เราก็ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำนักท่องเที่ยวไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย บางทริปอาจจะเป็นเด็กนักเรียน บางทริปอาจจะเป็นผู้พิการขึ้นกับว่าลูกทัวร์และท้องที่มีความต้องการอย่างไร ผมคิดว่าการช่วยเหลือคนที่ควรช่วยนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ยิ่งเป็นชาวสุราษฎร์ฯ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบ้านเกิดเรายิ่งต้องช่วย แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กำลังของแต่ละบุคคลครับ การช่วยเหลือนี้นอกจากจะสร้างความสุขแก่ทั้งผู้ให้และผู้รับแล้ว ยังเป็นการพัฒนาสังคมด้วย จึงเป็นที่มาให้เกิดแคมเปญ ‘One Day Trip พันทิพย์พาเที่ยว ปันฝันเพื่อน้อง’ ขึ้นมาครับ ซึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อสังคมอย่างนี้ยังไม่มีใครในสุราษฎร์ฯ ทำมาก่อนเลยเราเชื่อว่าแคมเปญนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมสุราษฎร์ฯ ไม่มากก็น้อย โดยเราจะจัดให้ครบทั้ง 19 อำเภอครับ”
....นั่นคือสิ่งที่คุณเปาโล อนรรฆ กนกวิจิตร รองกรรมการผู้จัดการบริษัท พันทิพย์ (1970) จำกัด เล่าให้ฟังถึงที่มาของแคมเปญท่องเที่ยวใหม่ที่เกิดขึ้นโดยไม่มุ่งหวังกำไรใดๆ และเพื่อทำความรู้จักกับแคมเปญให้ลึกซึ้ง เราจะพาคุณไปติดตามทริปนำร่องสู่อำเภอบ้านตาขุน ซึ่งมีสมาชิกจากกลุ่ม YEC (Young  Entrepreneur Chamber of Commerce) พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวรวม 40 ชีวิตเป็นลูกทัวร์กิตติมศักดิ์

.....เช้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2559 ชาวคณะทัวร์ต่างพกรอยยิ้มมาพบกันที่ลานจอดรถโรงแรมร้อยเกาะซึ่งเป็นจุดสตาร์ท โดยพันทิพย์ฯ ได้จัดเตรียมรถบัส 40 ที่นั่งคันใหม่เอี่ยมอ่องมารอรับหลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารว่างยามเช้าแล้ว คณะก็มุ่งหน้าสู่ ‘เขื่อนรัชชประภา’ เพื่อชมความงามของสันเขื่อนที่ทอดยาวกั้นผืนน้ำสีเขียวมรกตโดยมีขุนเขาใหญ่น้อยอยู่เบื้องหลัง พร้อมทั้งกราบขอพรพระพุทธสิริสัตตราชเพื่อสิริมงคล หลังจากถ่ายรูปวิวสวยๆ จนเต็มอิ่มแล้ว ชาวคณะก็ขึ้นรถโดยสารเล็กเดินทางต่อไปยัง ‘วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านเขาเทพพิทักษ์’ รถเล็กนี้เป็นสมาชิกของชมรมผู้ประกอบการรถโดยสารตาขุน-เขื่อน ซึ่งทางพันทิพย์ฯ ได้ประสานให้มารับนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน ทันทีที่เดินทางถึงชาวคณะก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวชุมชน และได้ชมความงามแปลกตาของ ‘ภูเขารูปหัวใจ’ ถึงจุดนี้แต่ละคนต่างระดมกำลังเซลฟี่กันแบบไม่มีใครยอมใคร...แล้วทั้งหมดก็นั่งรถเล็กมุ่งหน้าสู่ ‘เชี่ยวหลาน แคมป์’ แหล่งท่องเที่ยวใหม่ริมคลองแสงที่นอกจากมีบรรยากาศสวยงามแล้ว ขอบอกว่าอาหารมื้อเที่ยงที่นำมาบริการหรอยแรงมากกกก...และยังได้สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ เริ่มจากชมการแสดงของ ‘น้องภูผา’ ลูกช้างน้อย ต่อด้วยการแบ่งกลุ่มกันไปผจญภัยในคลองแสง ใครชอบเล่นน้ำก็ไปล่องชูชีพ ส่วนคนชอบเดินป่าก็ขี่ช้างเลาะไปตามลำธาร ซึ่งระหว่างทางจะได้ชมป่าธรรมชาติสลับกับแวะชิมผลไม้สดในสวนของชาวบ้าน ปิดท้ายด้วยการมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียนและกีฬาแก่เด็กนักเรียนที่โรงเรียนบ้านเขาเทพพิทักษ์...ได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ แล้ว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เที่ยวครั้งนี้สุขกว่าครั้งไหน เพราะได้สร้างประโยชน์และเผื่อแผ่ความสุขให้แก่ผู้อื่นด้วยนั่นเอง...

......ท่านใดสนใจร่วมทริปหรือองค์กรใดต้องการจัดทริปท่องเที่ยวเพื่อสังคมในลักษณะนี้ สอบถามรายละเอียดที่ 
โทร. 0 7727 2230  www.phantiptravel.com

FaceBook : นิตยสาร "เมืองคนดี
https://www.facebook.com/mkd999/
LINE ID : mkd999
TEL : 084 940 2289


ก่อเกียรติ อินทรักษ์ กล่าวว่า..."คนที่สำเร็จในชีวิตมักจะมี 3 อย่างอยู่เบื้องหลัง..." นั้นคือ....

kokiat intharak ก่อเกียรติ อินทรักษ์
the happiness of  others is our success.
.....ชายร่างสูงสง่าที่มีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่บนริมฝีปากสม่ำเสมอคนนี้มีชื่อว่า ‘ก่อเกียรติ อินทรักษ์’ แต่คนทั่วไปมักเรียกเขาด้วยความคุ้นเคยว่า ‘รองตาเล็ก’ เพราะความที่เขาดำรงตำแหน่ง
รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีชุดปัจจุบัน...

.....ที่ผ่านมามีหลายท่านในสนามการเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ ‘เมืองคนดี’ มีโอกาสพูดคุยเพื่อนำเรื่องราวดีๆ มาเล่าขานเป็นแบบอย่างในการคิดและดำเนินชีวิต และเราก็พบว่าไม่มีท่านใดเลยที่ฝัน
จะเป็นนักการเมืองมาก่อน ตรงกันข้ามกับคุณก่อเกียรติ ที่ซึมซับและชื่นชอบการช่วยเหลือคนมาจากบิดา ‘พิพัฒน์ อินทรักษ์’ ผู้ล่วงลับ จากการที่ท่านเป็นทั้งอดีตกำนัน เป็นสจ. และเป็นนายก อบต.
ทุ่งเตา จนฝังใจว่าเติบใหญ่เมื่อไรจะอาสาทำงานการเมืองตามรอยเท้าพ่อ...
“ภาพที่อยู่ในความทรงจำของผมมาตลอดคือคุณพ่อมีมิตรมาก ผมเลยพลอยฟ้าพลอยฝนได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่เยอะตามไปด้วย (ยิ้ม) พ่อช่วยเหลือคนเพราะธรรมชาติของท่านเป็นอย่างนั้นแท้ๆ ไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไร แต่ท้ายที่สุดท่านก็ได้รับตำแหน่งทางการปกครองและทางการเมืองติดต่อกันหลายสมัย เพราะชาวบ้านมาขอให้เป็นตัวแทน เมื่อท่านตกลงก็ไม่มีใครยอมลงสมัครแข่งเพราะรู้ว่าชาวบ้านไว้วางใจจนไม่มีเหลือให้คนอื่นแล้ว...”
ความน่าสนใจในชีวิตของคุณก่อเกียรติ ไม่ได้มีเพียงการเดินทางตามความฝันจนได้เป็นในสิ่งที่ฝัน
เท่านั้น แต่หลักในการทำงานรับใช้ประชาชนให้ประสบความสำเร็จ และคำจำกัดความของคำว่า ‘ความสำเร็จที่แท้จริง’ ในทัศนะของเขาต่างหากที่น่าสนใจยิ่งกว่า และนั่นคือสิ่งที่เราตามมาค้นหาจากเขาในวันนี้...

ต้นแบบคือพ่อ
คุณก่อเกียรติเป็นชาวตำบลทุ่งเตาใหม่ อำเภอบ้านนาสาร หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนในอำเภอบ้านนาสารแล้ว เขาได้ย้ายมาเรียนต่อด้านช่างเทคนิคจนจบ ปวส. ก่อนจะพักการเรียนเพื่อไปเป็นทหารเกณฑ์ 1 ปีเต็ม จากนั้นจึงมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจนจบปริญญาตรี ปัจจุบันเขาได้รับปริญญามหาบัณฑิตสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ปฐมบทของการสนทนาเราได้ขอให้เขาพาย้อนไปในช่วงเวลาที่ปลูกความฝันสู่นักการเมือง...
“พ่อสอนเสมอว่าการทำดีจะเป็นต้นทุน ต้นทุนนี้ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ นะครับ แต่หมายถึงการได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้อื่นซึ่งจะนำความนับหน้าถือตา ความเมตตาให้กลับคืนมาสู่ตัวเราและครอบครัว ในชีวิตของคนเรามีหลายๆ เรื่องที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้า
เรามีต้นทุนที่ดี ยามอับจนหรือคิดจะทำอะไรก็จะมีคนช่วยเหลืออยู่ไม่ขาด ผมและน้องๆ ถูกเลี้ยงมา
ภายใต้กรอบนี้ จะทำอะไรพ่อแม่ให้เลือกเองแต่ต้องอยู่บนความดี ที่พ่อเน้นมากก็คือการเคารพตนเอง ท่านสอนว่าอะไรเป็นหน้าที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด ที่ผมทิ้งเวลาเรียนไปเป็นทหารเกณฑ์ก็เพราะผมเชื่อที่ท่านสอน (ยิ้ม) ส่วนการเข้ามาในสายงานการเมืองผมเลือกที่จะทำเอง เพราะสัมผัสได้ว่าชีวิตที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถไปช่วยเหลือคนอื่นมีคุณค่ามาก ผมมองพ่อเป็นไอดอลครับ และแอบคิดในใจ
มาตั้งแต่ยังไม่เป็นวัยรุ่นว่าจะสานอุดมการณ์ของพ่อ (ยิ้ม)...” ความคิดที่จะเป็นนักการเมืองของคุณก่อเกียรติเริ่มเป็นรูปร่างขึ้นในช่วงที่เรียนจบ ปวส. และทวีความเข้มข้นขึ้นอีกในช่วงที่ทำธุรกิจ เพราะการเดินทางไปติดต่องานทั่วทั้งจังหวัดทำให้เขาได้เห็นว่ายังมีเพื่อนร่วมบ้านเกิดอีกมากมายที่ยังลำบาก จึงเกิดคำถามในใจว่าทำอย่างไรคนสุราษฎร์ฯ จะมีสิ่งที่ควรมีเท่าเทียมกันได้... “ผมเอาปัญหานี้มาถกกับพ่อ ท่านก็อธิบายว่าการพัฒนาบ้านเมืองเป็นเรื่องของรัฐและการเมืองที่จะต้องมองภาพรวมและวางรากฐานการพัฒนาไปตามลำดับความสำคัญ สิ่งที่พ่อทำอยู่ก็คือเป็นปากเสียงแทนประชาชนเพื่อให้ภาครัฐและการเมืองได้รู้ว่าควรพัฒนาท้องที่นี้เพราะอะไรและอย่างไร ท่านให้ความสำคัญมากกับการเป็นปากเสียงอย่างต่อเนื่อง ท่านเชื่อว่างานที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยสำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ ท่านก็ขยันทำไปทุกวัน วันนี้ได้สิบ พรุ่งนี้ได้อีกสิบ วันข้างหน้าก็ไปถึงร้อยได้... ตรงนี้ยิ่งเพิ่มไฟในใจผม
เรื่องอยากทำงานการเมืองเพราะเห็นว่าพ่อก็ทำมาเยอะแล้วผมไม่ต้องการให้สิ่งที่ท่านอุตสาหะทำมาสูญเปล่าเมื่อจากไปจึงลงสมัครเลือกตั้ง สจ. แบบไม่ลังเลเลย”

งานคือการ ‘สู้’ เพื่อ ‘สร้าง’
นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ถูกเวลาอย่างยิ่ง เพราะคุณก่อเกียรติได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่อย่างอบอุ่นทันทีที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก ในเวลานั้นเขามีอายุเพียง 27 ปีเศษ และยังไม่มีภาระครอบครัว ถือเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีรุ่นใหม่ไฟแรง ...ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับใครต่อใครที่ในเวลาต่อมาเขาจะได้รับเลือกตั้งติดต่อกันถึง 3 สมัย แต่ที่ทำให้ตัวเขาต้องประหลาดใจเพราะเป็นเรื่องเกินคาดหวังก็คือการได้เป็นผู้สมัครหนึ่งในตำนานของจังหวัดตามรอยพ่อ โดยเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวของเขตที่ปราศจากผู้ลงสมัครแข่งถึง 2 สมัย เมื่อถามถึงความรู้สึก ประกายตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นในทันที...
“ครอบครัวผมเป็นชนชั้นกลาง ไม่ได้ร่ำรวยหรือมีอิทธิพลใดๆ ผมภูมิใจว่าชาวบ้านเลือกเราเพราะความดีและผลงานที่ทำมาทั้งของพ่อและของผม สิ่งนี้เป็นกำลังใจให้ผมรักษาความดีไว้อย่างสุดความสามารถ (ยิ้มกว้าง) การทำงานในช่วงแรกนี้ผมเหนื่อยใจมากแต่ไม่ท้อ... เพราะตอนนั้นงบประมาณของ อบจ.ยังมีไม่มาก จะสร้างถนนสายหนึ่งได้งบประมาณ 2 ล้านบาทนี่ก็ถือว่ามากแล้ว แต่งบฯ แค่นี้ต่อให้ได้ทุกปีกว่าจะสร้างเสร็จสายหนึ่งก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 4 ปี ผมนั่งทุกข์ทุกวันว่าขืนเป็นอย่างนี้เมื่อไรเราจะเจริญทั่วถึงกันเสียที... แล้ววันหนึ่งผมก็ได้คิดว่าถนนสายหนึ่งต้องตัดผ่านหลายตำบลนี่ ถ้าเราเชิญนายก อบต. ที่ดูแลท้องที่มาร่วมพูดคุยเพื่อประสานความร่วมมือน่าจะเป็นผลดีกว่า คิดเสร็จ ผมทำเลย (ยิ้ม) ท่านนายก อบต. ต่างๆ ก็เห็นด้วยเพราะวิธีนี้สามารถทำให้ทุกฝ่ายบรรลุเป้าประสงค์คือ อบจ.และอบต. มีผลงานเป็นรูปธรรม ประชาชนก็มีถนนระยะทางยาวใช้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องรอปีละ200-300 เมตร แถมก่อสร้างคนละมาตรฐานอีก ปรากฏว่าวิธีนี้ได้กลายเป็นโมเดลของการร่วมมือระหว่าง อบจ.และอบต. ในการพัฒนาโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการจนถึงเดี๋ยวนี้ครับ อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญคือการพัฒนากลุ่มประชาชนผมเข้าไปผลักดันให้มีการรวมกลุ่มที่เหนียวแน่นขึ้นและสามารถสร้างประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันด้วยการจัดตั้งกองทุนต่างๆ ไปสนับสนุนอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือน ผมพยายามอย่างมากที่จะดึงกลุ่มประชาชนให้มามีส่วนร่วมกับฝ่ายบริหาร เพราะเขาคือผู้ที่จะบอกปัญหาที่แท้จริงได้ ตอนนั้นผมกับกลุ่มประชาชนยังได้ร่วมผลักดันการจัดงานเทศกาลนาสารฟู้ดแฟร์ให้เป็นเทศกาลประจำอำเภออีกงานหนึ่ง โดยผมรับเป็นประธานการจัดงานมาตั้งแต่ตอนนั้น ถึงวันนี้ก็ 13 ปี และจะพยายามให้ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกๆ ปีครับ...”

พัฒนาการท่องเที่ยวสู่มิติใหม่
ผลจากการ ‘คิด’ และ ‘ทำ’ ไม่หยุดเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เดินหน้ามาตลอดหลายปี คุณก่อเกียรติจึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นหนึ่งทีมบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีชุดนี้โดยดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ. คนที่ 1 และได้รับมอบหมายให้ดูแล 2 กอง คือกองส่งเสริมคุณภาพชีวิต และกองการท่องเที่ยวและกีฬา...
“ในส่วนของกองส่งเสริมคุณภาพชีวิตภารกิจที่เน้นหนักจะเป็นเรื่องการพัฒนามาตรฐานและการบริการโรงพยาบาล อบจ. และการดูแลคุณภาพชีวิตของกลุ่มประชาชนต่างๆ ให้ได้รับสิทธิตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตอย่างทั่วถึงครับ แต่ที่เข้มข้นเวลานี้จะเป็นกองการท่องเที่ยวและกีฬา นับตั้งแต่คณะบริหาร อบจ. ชุดนี้เข้ามาทำงาน เรื่องที่เราตั้งใจและพยายามมาโดยตลอดคือสร้างการท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ยั่งยืน สิ่งที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้มีอยู่ 2 ปัจจัยหลัก ประการแรกคือการประสานกลุ่มหรือชมรมการท่องเที่ยวต่างๆ ผนึกกำลังกันเพื่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางท่องเที่ยวและมาตรฐานการบริการให้มีพลังดึงดูดมากขึ้น ประการที่สองคือการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
 ...วันนี้เราเปิด AEC แล้ว ในข้อดีก็คือเป็นการร่วมมือกันเพื่อประกาศความแข่งแกร่งของอาเซียนบนเวทีโลก แต่ขณะเดียวกันประเทศสมาชิกก็ต้องแข่งขันพัฒนาภายในประเทศด้วย โดยเฉพาะการท่องเที่ยว วันนี้เราต้องการนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาสัมผัสตลอดทั้งปี จึงจำเป็นที่ต้องสร้างแรงดึงดูดใหม่ๆ ครับ
ใน 2 ปีที่ผ่านมา อบจ. เร่งการสนับสนุนส่งเสริมให้ชุมชนหรือสมาคมท่องเที่ยวทุกอำเภอได้คิดและสร้างเส้นทางท่องเที่ยวรวมถึงสร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น..และให้ความสำคัญกับการบูรณะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วให้สามารถสร้างความประทับใจได้ต่อเนื่อง เราจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุงเส้นทางและจัดสร้างสาธารณูปโภคในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ดำเนินการแล้วและกำลังดำเนินการมีหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาปรับปรุงหินพัด อำเภอคีรีรัฐนิคม โครงการพัฒนาปรับปรุงบ่อน้ำพุร้อนที่ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์อำเภอบ้านนาสาร โครงการพัฒนาบ่อน้ำพุร้อนที่ตำบลกรูด อำเภอกาญจนดิษฐ์ และยังได้ให้งบประมาณสนับสนุนกิจกรรมพระจันทร์หลากสีที่เกาะพะงัน ซึ่งปีที่แล้วเพิ่งจะจัดเป็นปีที่ 2 และได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนักท่องเที่ยวและเอเจนซีทัวร์ พร้อมกันนี้เราก็เร่งการสนับสนุนกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวและกลุ่มสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้พัฒนามาตรฐานการบริการ และการทำการตลาดในต่างประเทศ กลุ่มประชาชนก็สำคัญครับ เราสนับสนุนการนำภูมิปัญญามาเป็นสินค้าของฝากรูปแบบใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ก็จัดทำป้ายบอกทาง ทำสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภาษาไทยและต่างชาติครับ..
.....ส่วนที่กำลังจะเห็นเป็นรูปธรรมในปีนี้ก็คือการสร้างตลาดท่องเที่ยวโดยดึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาสู่จังหวัด ผมคิดว่าความหวังของการท่องเที่ยวสุราษฎร์ฯ มิติใหม่ก็คือ ‘การกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว’
เพราะกีฬาหลายชนิดได้รับความนิยมสูง นักกีฬาบางคนมีแฟนคลับไม่จำกัดเพศและวัยอยู่ทั่วโลก แล้วในช่วงปิดฤดูกาลแข่งขันนักกีฬาก็ยังจำเป็นต้องฝึกซ้อมหรือแข่งขันแมทช์กระชับมิตรเพื่อวอร์มร่างกาย ตอนนี้กีฬาฟุตบอลเหมาะสมที่จะนำร่องมากที่สุดลำพังในเอเชียก็มีสโมสรฟุตบอลอยู่ไม่น้อย จังหวัดเราก็มีสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่มีศักยภาพสูง ที่เกาะสมุยมีดารานักร้องและนักกีฬาชื่อดังของโลกมาพักผ่อนทุกปี เบคแฮมก็มีบ้านพักที่นี่และยังมีภาคเอกชนที่รอสนับสนุนอยู่มาก อบจ. จึงได้ร่วมมือกับเทศบาลนครสมุยทำโครงการพัฒนาสนามกีฬาพรุหน้าเมืองให้เป็นสนามฟุตบอลมาตรฐานระดับโลก คือนอกจากจะมีสนามดีเยี่ยมแล้ว ต้องมีฟังก์ชั่นที่สะดวกต่อการใช้งาน สะอาด ทันสมัย และมีความปลอดภัยสูง โดยอบจ. ได้จัดสรรงบประมาณปี 59 เพื่อสนับสนุนโครงการนี้เป็นเงิน 59 ล้านบาท เมื่อรวมกับงบฯ ของเทศบาลนครสมุยอีก 10 ล้านบาท รวมเป็น 69 ล้านบาท สนามจะแล้วเสร็จภายในปี 59 นี้ครับ ผมเชื่อว่าความพร้อมของสนามและศักยภาพของเกาะสมุยจะสามารถดึงให้สโมสรต่างๆ มาฝึกซ้อมหรือแข่งขันได้ไม่ยากครับ”

สร้างการกีฬาสู่มาตรฐาน
นอกจากตำแหน่งรองนายก อบจ.แล้วคุณก่อเกียรติยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย เขาได้เล่าถึงแผนการสนับสนุนการกีฬาในจังหวัดสุราษฎร์ฯ ให้คึกคักและมีมาตรฐานว่า...
“ผมขอพูดในส่วนของอบจ. ก่อนว่าขณะนี้นอกจากการปรับปรุงสนามฟุตบอลที่สมุย อบจ. มีโครงการจัดสร้างสนามกีฬาใหม่อีก 2 แห่ง คือที่โรงเรียนบ้านนาหรือโรงเรียนอบจ. 3 และที่โรงเรียนท่าอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งที่นี่จะทำเป็นศูนย์ฝึกกีฬาสำหรับเยาวชนเพราะสุราษฎร์ธานีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนักกีฬาทีมชาติโดยเฉพาะนักกรีฑา มาจากโรงเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งนั้น (ยิ้ม) เราต้องการรักษาชื่อเสียงนี้ไว้ สำหรับสนามกีฬากลาง เรามีโครงการจัดสร้างห้องพักสำหรับนักกีฬาด้วย ขณะนี้อยู่ในการประสานงานกับกกท...ก็โชคดีว่าผมเป็นนายกสมาคมกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ฯ ด้วย จึงเป็นความสะดวกในการวางแผนว่าการพัฒนาเรื่องใดควรใช้งบประมาณจากหน่วยงานใด หากสมาคมมีงบฯ ไม่พอ
ก็สามารถพิจารณาได้ว่าอบจ. จะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนได้หรือไม่ งานจะเกิดเป็นรูปธรรมได้เร็ว... ตอนนี้สมาคมกีฬาก็ร่วมมือกับเอ.วี อคาเดมี เดินสายไปฝึกทักษะเด็กด้านกีฬาฟุตบอลทุกอำเภอ ปีที่แล้วนำร่องไป 3 อำเภอครับ ปี 59 เราจะทำต่อเนื่องครั้งละ 3 อำเภอ และเราได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ปกครองด้วยเพราะเขาเห็นชัดว่าลูกเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น...”

ความสุขของชีวิต
หลังจากพูดคุยเรื่องการงานยาวเหยียด เราแอบยกข้อมือขึ้นเหลือบดูนาฬิกา...ไม่น่าเชื่อว่าจะผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมงแล้วทั้งที่รู้สึกเหมือนคุยเพียงครู่ นั่นเพราะภาพอนาคตของสุราษฎร์ฯ ในมโนจิตที่วาดไปตามคำตอบของเขาได้สร้างสุขให้เราจนลืมเวลา แต่ที่สุขยิ่งกว่าก็คืออีกไม่ช้ามันจะเป็นเรื่องจริง...ในบทสุดท้ายของการสนทนาเราป้อนคำถามว่า เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ความสุขของเขาคืออะไร
“ความสุขของผมคือทำให้คนอื่นมีความสุข ถึงจะทำไม่สำเร็จทุกเรื่องที่เขาขอ แต่ผมก็ดีใจว่าได้พยายามทำแล้ว... ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องการทำงานตามหน้าที่อย่างเดียว แต่คือทุกเรื่องยกตัวอย่างวันนี้ผมตื่นตั้งแต่ตี 4 เช้าไปเปิดงานปั่นจักรยาน สายไปงานบุญ บ่ายมาตามงานที่สนามกีฬา เย็นมาเปิดการแข่งขันกีฬา ค่ำไปเป็นประธานงานแต่งงาน (หัวเราะ) ผมรู้ว่าบางงานปฏิเสธได้ แต่ผมไม่มีความสุขที่จะปฏิเสธ ผมภูมิใจที่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอื่น (ยิ้มกว้าง) ผมไม่เครียดเรื่องไม่มีเวลาให้ตัวเอง แต่จะเครียดสูงทุกครั้งที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ไม่ทันใจ ตอนหลังผมนำวิธีของพ่อมาใช้คือขยันทำไป คิดเสียว่าวันข้างหน้าจะต้องได้ ความเครียดก็น้อยลง และด้วยหน้าที่ด้านการกีฬาก็ช่วยให้ผมทำงานไปสนุกไปได้ ผมชอบเตะฟุตบอลครับเราไปเตะทุกอำเภอ ได้สุขภาพที่ดีและได้ใกล้ชิดชาวบ้าน จริงๆ ปัญหาที่ อบจ. หรือสมาคมกีฬากำลังแก้ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากตรงนั้นครับครอบครัวก็เป็นความสุขของผมอีกอย่างหนึ่ง ผมมีลูกชาย 2 คน เรียนที่วชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพฯ ผมประทับใจโรงเรียนนี้เพราะระเบียบวินัยดี เด็กๆ ไม่ต้องเรียนวิชาการอัดแน่น ช่วงบ่ายจะเป็นเวลาของกิจกรรมและโรงเรียนจะฝึกเด็กให้เขียนจดหมาย ผมได้เห็นลายมือของลูก ได้เห็นการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง มันเป็นความสุขที่ได้อ่าน ทุกสองอาทิตย์ผมกับภรรยาจะสลับกันไปเยี่ยมนี่แหละความสุขของผม (ยิ้ม)...”
คนที่สำเร็จในชีวิตมักจะมี 3 อย่างอยู่เบื้องหลัง หนึ่งคือการได้ทำในสิ่งที่รัก สองคือมีครอบครัวและเพื่อนดีสนับสนุน สามคือมีคุณธรรมประจำใจ...และความสำเร็จของเขาคนนี้หาใช่
ความมั่งคั่งในเงินตราหรืออำนาจ หากเป็นคุณค่าที่ได้สร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น นี่ต่างหากที่เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แท้จริง...

คอลัมน์ STAGE OF IDEA
the opposite thing to walk together.
โดย  คุณธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล  (อดีตผวจ. สุราษฎร์ธานีและตรัง)   
....
ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในชีวิตข้าราชการและจากการที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ผมมีความคิดที่ “อยากเห็น” และ “อยากทำ” สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและ
บ้านเมืองมากมายหลายเรื่อง แต่ด้วยภาระหน้าที่และความรับผิดชอบตามปกติในตำแหน่ง
ที่ค่อนข้างหนักหนา รวมถึงความเป็นข้าราชการเองที่มีข้อจำกัด ก็ทำให้ผมไม่มีโอกาสและเวลามากพอที่จะทำสิ่งที่คิดไว้ได้ครบทุกเรื่อง... 
.....
   โดยเฉพาะในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น เมืองของเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอุทกภัยใหญ่หลายครั้ง ที่หนักที่สุดซึ่งหลายคนยังจดจำได้มาถึงวันนี้เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 สืบเนื่องมาจากวิปริตอากาศแปรปรวนจนส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันหลายคืน เป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยร้ายแรงที่สุดในรอบ 70 ปี นั่นก็ทำให้ผมต้องทุ่มเทเวลาเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจนไม่มีโอกาสได้ทำในหลายเรื่องที่อยากทำ และวันนี้เรื่องเหล่านั้นก็ยังตกค้างอยู่ในสมองของผม...คอลัมน์นี้จึงเป็นเสมือนเวทีที่ให้ผมได้นำสิ่งที่ตกค้างนั้นมาพูดคุย บางเรื่องก็เป็นความคิดสดๆ ที่ยังไม่ผ่านการวางแผน บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่มีการลงมือปฏิบัติไปบ้างแล้วแต่ยังไม่สำเร็จลุล่วงด้วยเกิดปัญหาอุปสรรคหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการ สิ่งที่ผมนำมาพูดผ่านคอลัมน์นี้จึงเป็นเพียงแนวคิดที่นำมาเล่าให้ฟังด้วยมุ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หากจะมีใครสักคนนำไปคิดต่อยอดหรือนำไปปฏิบัติสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองที่มีศักยภาพหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเก่าแก่อันทรงคุณค่า ทั้งภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะเลือกประเด็นความคิดอะไรมาใช้ขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างยืนยาวและมั่นคง...สำหรับคนที่ชอบความต่อเนื่องก็มักจะมีแนวคิดว่าเรื่องอะไรดีมาแล้วแต่อดีต ก็ควรรักษาความดีนั้นไว้อย่าให้สูญหาย ไม่ว่าจะเป็นสมัยไหน ใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำ ก็สามารถสานต่อความคิดและการปฏิบัติไปได้จนเรื่องนั้นจบและสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น ส่วนคนที่ชอบความเปลี่ยนแปลงก็มีแนวคิดว่าการพลิกโฉมสร้างสิ่งใหม่คือเรื่องที่ควรทำ ดังนั้น เมื่อได้โอกาสคราวใดก็มักจะยกกระบิเปลี่ยนทุกทีทุกเรื่องไป โครงการก็เปลี่ยน วิธีการทำงานก็เปลี่ยน เปลี่ยนกระทั่งวิสัยทัศน์ขององค์กร ในฉบับนี้ผมจึงขอยกหัวข้อว่าด้วยเรื่อง “ความต่อเนื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเปลี่ยนแปลง” มาเสวนากับคุณผู้อ่านในมุมมองของผมนั้น เวลานี้ผมอยากเห็นความต่อเนื่องสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลง เพราะอะไร.....
     ผมมักจะถามตัวเองเสมอๆ ว่า แต่ไหนแต่ไรมาสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองที่มีศักยภาพหรือไม่ เช่น เป็นเมืองที่น่ากิน น่าอยู่ใช่ไหม เป็นเมืองการเกษตรและอุตสาหกรรมใช่ไหม เป็นเมืองท่องเที่ยวใช่ไหม เป็นอาณาจักรประวัติศาสตร์ศรีวิชัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ใช่ไหม และผมยังมองเห็นว่านับแต่อดีตจนปัจจุบันสุราษฎร์ธานียังเป็นเมืองที่เป็นอะไรๆ ดีๆ อีกตั้งหลายอย่าง แต่เมื่อถามว่าแล้วขณะนี้ลูกหลานของเราที่อยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปีเล่าเรื่องความ
ต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน...คำตอบคือเล่าไม่ได้!...นั่นแสดงว่าความต่อเนื่องในเรื่องดีๆ ของบ้านเมืองได้ถูกตัดขาด มันได้ถูกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาแทรกซ้อน ผมค้นหาต่อไปว่าสิ่งที่แทรกซ้อนนั้นคืออะไร แล้วคำตอบก็มาหยุดที่ “ความเปลี่ยนแปลงที่มุ่งหวังแต่จะสร้างใหม่” แม้ความเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องดี แต่มันก็มีผลเสียซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมุ่งหวังแต่เพียงการสร้างใหม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากแล้ว ยังเป็นตัวการที่ทำให้เมืองของเราไม่เข้มแข็ง ทำให้เมืองของเราไม่มีประวัติศาสตร์ ทำให้เมืองของเราไม่สามารถเอาความเป็นเมืองมาขายสู่สาธารณะได้ทั้งในรูปแบบของการท่องเที่ยวและรูปแบบของการแข่งขันทางอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นฐานรากที่แท้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด...แต่ถ้าเราเห็นตรงกันข้ามว่าความต่อเนื่องมีสาระ เราก็จะไปหยิบของดีจากอดีตขึ้นมาดูและคิดว่าจะทำอย่างไรให้คงอยู่ด้วยการฟื้นฟูในรูปแบบวิธีที่เหมาะสม เพื่อปลายทางจะจบลงที่ความต่อเนื่องของตัวตนของเราสามารถย้อนกลับมาผลิตประโยชน์คืนแก่เราได้ไม่รู้จบ 
      ผมเคยถามตัวเองในเวลาที่ได้ทานอาหารอร่อยๆ ว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเขาจะได้กินของอร่อยแบบนี้ไหม และเขาจะรู้หรือไม่ว่าหาซื้อที่ใด  สถานที่สวยงามในสุราษฎร์ฯ ในอดีตและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คืออะไร เวลานี้ยังน่าเที่ยวอยู่หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนึกถึงวัดพระบรมธาตุไชยา ผมมักจะถามว่าขณะนี้เรามีที่จอดรถที่สามารถรับนักท่องเที่ยวจำนวน 100 คนหรือนักท่องเที่ยวสัก 2– 4 รสบัสได้หรือไม่ เมื่อเข้าไปแล้วบรรยากาศแวดล้อมจะแห้งแล้งหรือสมบูรณ์พอให้พักสายตา พักร้อนหรือไม่ ห้องสุขาสภาพเป็นอย่างไร จะอดอยากปากแห้งเพราะมีแต่ของไร้คุณภาพมาวางจำหน่ายหรือไม่ ผมพยายามคิดถึงปัจจัยที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง...เหตุที่ผมต้องถามตัวเองเช่นนั้นก็เพื่อให้เกิดการต่อยอดความคิดว่าในฐานะผู้นำในเวลานั้นหรือเป็นพลเมืองชาวสุราษฎร์ฯ ในเวลานี้เราต้องผลักดันการฟื้นฟูสิ่งนั้นอย่างไรจึงจะเกิดความต่อเนื่อง และความเปลี่ยนแปลงจะไม่ทำลายสถานที่ที่อยู่คู่เมืองสุราษฎร์ฯ ให้ด้อยค่าลง....ทำนองเดียวกับพระธาตุศรีสุราษฎร์ วันนี้นักท่องเที่ยวรู้หรือไม่ว่านี่คือภูเขาลูกเดียวที่สูงสุดของบ้านดอน เป็นที่ที่มาแล้วจะมองเห็นทิวทัศน์ของบ้านดอนในมุมสูงที่สวยงามที่สุด และเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเป็นองค์ประธานเปิด แม้แต่ศาลหลักเมืองก็เช่นกัน คนสุราษฎร์ฯ รุ่นใหม่รู้หรือไม่ว่าก่อนหน้าที่จะสร้างขึ้นมานั้น เราต้องใช้มันสมองขบคิดทั้งรูปแบบและความเหมาะสมในด้านต่างๆ อย่างมากเพื่อให้เป็นศูนย์กลางความศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์รวมจิตใจ มิใช่สร้างเพียงอาคารที่ประกอบด้วยอิฐหินดินปูน วันนี้เราได้ใช้สถานที่นี้เพื่อทำกิจกรรมที่สมประโยชน์ สมคุณค่าแล้วหรือยัง...วัดวาอารามก็เช่นกันทุกอำเภอล้วนมีวัดที่เก่าแก่หรือไม่ก็ทรงคุณค่าต่อจิตใจเพราะเป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์ผู้มีปฏิปทา แต่เรากลับปล่อยปละความสำคัญ
นั้นมิได้สร้างความต่อเนื่องจนหลายแห่งเริ่มจะล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา 
    สมัยที่ผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ผมเคยคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะผลักดัน “โครงการ 1 วัดดี 1 อำเภอ” เพราะวัดไม่ได้เป็นแค่ที่พำนักของพระ หากยังเป็นที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข เป็นที่บ่มนิสัยประชาชนและเยาวชน เป็นที่สืบสานภูมิปัญญาด้านประเพณีพื้นถิ่นของมนุษย์ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลดปล่อยมนุษย์จากความทุกข์ทั้งมวล วัดจึงมักเป็นสถานที่ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาชอบมาเยือน เรื่องราวของท่านพุทธทาสภิกขุก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์มาแล้ว ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติทุกศาสนาในเรื่องหลักสูตรสมาธิ คำสอนของท่านเป็นสัจธรรมที่ถ่ายทอดผ่านภาษาที่เรียบง่ายแต่กินใจ ไม่ว่าชนใดภาษาใดเมื่อรับรู้ก็เข้าใจได้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรกระจายไปทั่วโลก ในยุคนั้นคนที่มีโอกาสสัมผัสท่านอย่างใกล้ชิดและเข้าใจเรื่องที่ท่านสอนมากที่สุดก็คือชาวสุราษฎร์ธานี วันนี้ท่านไม่ได้อยู่กับเราแล้ว เราจึงต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสานความดีของท่านให้ต่อเนื่องไปถึงลูกหลาน เราจะจับธรรมะที่ท่านสอนมาพูดคุยกับเยาวชนชาวสุราษฎร์ฯ และคนอายุ 25-30 ในวันนี้ให้เข้าใจและนำมาปฏิบัติซึ่งจะเป็นการสืบสานและเผยแพร่คำสอนของท่านให้ยืนยงต่อไปได้อย่างไร...
  แต่เท่าที่ผมเห็นวันนี้เรากำลังมุ่งเปลี่ยนแปลงอย่างโหมหนักแต่เฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล...ความจริงแล้วผมมิได้คัดค้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อความทันสมัยทันโลก หากแต่จะติงให้พวกเราเห็นความสำคัญของการพัฒนาที่สร้างความต่อเนื่องเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบันและอนาคตว่ามิอาจถูกละเลยหรือทิ้งขว้าง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความอ่อนด้อยเพราะเราไม่อาจรับมือกับความเป็นจริงในวันนี้และในอนาคตได้ ผมมีความเห็นว่าเราควรให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องไม่น้อยไปกว่าการเปลี่ยนแปลงโดยทำการฟื้นฟูสิ่งเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีค่าและพัฒนาเฉพาะสิ่งที่ควรเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเป็นไปของยุคสมัย หรือที่ผมเรียกว่า “การทำความต่อเนื่องให้เกิดประโยชน์ยั่งยืน” เพราะผมเชื่อว่านี่จะเป็นหนทางสร้างเมืองของเราให้มีความเข้มแข็งและสามารถรองรับความต้องการของผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาจากการเปิดการค้าเสรีอาเซียนได้ จำนวนประชากรใน AEC ปัจจุบันนี้มีอยู่ 600 กว่าล้านคน หากนับ
รวมชาวต่างชาตินอกภูมิภาคที่มาทำมาหากินในแต่ละประเทศสมาชิกย่อมมีจำนวนมากกว่านี้ ในจำนวนนี้มีประชากรที่นับถือศาสนาทั้งคริสต์ พุทธ มุสลิม ปะปนกันอยู่ เราจึงต้องคิดว่าปัจจัยหลักที่คนเหล่านี้ต้องการเพื่อการดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขมีอะไรบ้าง เช่น ถามตัวเองว่าเมืองของเรามีมัสยิดที่สวยงามไหม ศาลเจ้ามีกี่แห่ง แหล่งอาหารมุสลิมหรืออาหารจีนดั้งเดิมของเมืองเราอยู่ที่ไหน และทำอย่างไรสิ่งเหล่านี้จึงจะถูกรับรู้และเป็นที่รับรองผู้มาเยือนได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องฟื้นฟูให้คงความต่อเนื่อง
     
ผมหวังและร้องขอให้ “เรา” ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ เอกชนและประชาชนให้ความสำคัญกับความเป็นจริงของเมืองเพื่อการพัฒนาที่ต่อเนื่องเสียที อย่าได้มุ่งแต่การสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยหลงลืมของเก่าที่มีค่า เพราะจะเป็นการทำลายความต่อเนื่อง

จนไม่อาจสร้างเป็นประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็นไปอย่างน่าเสียดาย